ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Pirelli Thailand by ATV เช็คราคายานยนต์ ออนไลน์

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน การเผชิญหน้ากับปัญหาน้ำท่วมขังบนท้องถนนถือเป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถใช้ถนนเมืองไทยหลีกเลี่ยงได้ยาก การขับรถลุยน้ำท่วมโดยขาดความรู้และเทคนิคที่ถูกต้อง อาจทำให้เครื่องยนต์ดับกลางน้ำ เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อระบบไฟฟ้า กล่องสมองกล (ECU) หรืออาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการขับขี่อย่างมาก บทความนี้ พิเรลลี่ได้รวบรวมเทคนิคการขับรถลุยน้ำท่วมอย่างปลอดภัย พร้อมข้อควรระวังสำคัญเกี่ยวกับยางรถยนต์ที่คุณไม่ควรมองข้าม

เช็กระดับน้ำท่วมขัง แค่ไหนที่รถยนต์ของคุณยังพอขับผ่านได้

ระดับน้ำท่วมขังที่รถยังพอขับผ่านได้

ก่อนตัดสินใจขับผ่านจุดที่มีน้ำท่วมขัง ประเด็นสำคัญที่สุดคือการประเมินระดับความสูงของน้ำและสภาพเส้นทาง โดยสามารถแบ่งเกณฑ์ความเสี่ยงเบื้องต้นได้ ดังนี้

  • ระดับต่ำกว่า 20 เซนติเมตร (ไม่เกินใต้ท้องรถ/ใต้ครึ่งล้อ) : เป็นระดับที่ปลอดภัยสำหรับรถยนต์ทุกประเภท ทั้งรถเก๋งและรถกระบะ สามารถขับผ่านได้ตามปกติโดยใช้ความเร็วต่ำ
  • ระดับ 20–30 เซนติเมตร (ประมาณครึ่งล้อรถยนต์) : เป็นระดับปลอดภัยสำหรับรถเก๋งทั่วไป แต่ควรปิดแอร์ ใช้เกียร์ต่ำ และชะลอความเร็วเพื่อป้องกันคลื่นน้ำปะทะ
  • ระดับ 60 เซนติเมตรขึ้นไป (สูงถึงไฟหน้ารถหรือฝากระโปรง) : ถือเป็นระดับอันตรายขั้นสุด น้ำอาจไหลเข้าสู่ท่อไอดีและระบบทางเดินอากาศจนทำให้เครื่องยนต์ดับและพังเสียหายหนักทันที ห้ามฝืนขับต่อเด็ดขาด ควรหลีกเลี่ยงและเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่น

5 ข้อปฏิบัติและเทคนิคขับรถลุยน้ำท่วม อย่างถูกวิธีให้เครื่องไม่ดับ

ข้อปฏิบัติและเทคนิคขับรถลุยน้ำท่วม

หากประเมินสถานการณ์แล้วจำเป็นต้องขับรถลุยน้ำท่วม ให้ปฏิบัติตาม 5 เทคนิคสำคัญนี้เพื่อป้องกันไม่ให้รถดับกลางทาง

1. ปิดระบบแอร์ทันที ป้องกันพัดลมหม้อน้ำพัดน้ำเข้าห้องเครื่อง

เมื่อเห็นน้ำท่วมขัง ให้ทำการปิดสวิตช์แอร์ (A/C) ทันที เพราะหากเปิดแอร์ทิ้งไว้ พัดลมระบายความร้อนของหม้อน้ำจะหมุนและพัดเอาละอองน้ำ ขยะ หรือเศษสิ่งสกปรกเข้าสู่ห้องเครื่องยนต์ นอกจากนี้ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Hybrid การปิดแอร์ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรได้อย่างมาก

2. ใช้เกียร์ต่ำและเลี้ยงคันเร่งคงที่ ป้องกันน้ำย้อนเข้าท่อไอเสีย

การขับรถลุยน้ำท่วมต้องใช้แรงบิดที่สม่ำเสมอ

  • รถเกียร์ธรรมดา : ใช้เกียร์ 1 หรือเกียร์ 2
  • รถเกียร์อัตโนมัติ : ให้ปรับไปที่เกียร์ต่ำสุด (เกียร์ L หรือ D1/1)

เลี้ยงคันเร่งให้อยู่ในรอบเครื่องยนต์ที่คงที่ เพื่อสร้างแรงดันลมออกจากปลายท่อไอเสีย ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมไหลย้อนกลับเข้าสู่ระบบเผาไหม้

3. รักษาระยะห่างและชะลอความเร็ว ลดแรงคลื่นน้ำปะทะรถคันอื่น

ลดความเร็วลงก่อนเข้าจุดน้ำท่วมเพื่อป้องกันอาการเหินน้ำ (Hydroplaning) รวมถึงเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ 2–3 เท่า เพื่อการมองเห็นและระยะเบรกที่ปลอดภัย นอกจากนี้ การลดความเร็วเมื่อต้องขับสวนทางกับรถคันอื่น จะช่วยลดแรงคลื่นน้ำที่จะสาดเข้าหากัน ซึ่งอาจทำให้ไฟหน้ารถหรือกระจังหน้าชำรุดเสียหาย

4. ขับตามแนวรถคันใหญ่ด้านหน้า ช่วยแหวกคลื่นน้ำให้ขับสะดวกขึ้น

สำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก ให้พยายามขับตามแนวล้อของรถคันใหญ่ด้านหน้า (เช่น รถกระบะยกสูง หรือรถบัส) เนื่องจากล้อขนาดใหญ่ของรถคันหน้าจะช่วยแหวกกระแสน้ำออกไปข้าง ๆ ทำให้ระดับน้ำตรงกลางแนววิ่งลดลงชั่วคราว ช่วยให้ขับผ่านได้สะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น

5. ไม่ผ่อนคันเร่งขณะอยู่ในน้ำ รักษาแรงดันลมดันน้ำออกจากท่อ

ขณะที่ตัวรถยังคงลุยอยู่ในน้ำท่วม ห้ามผ่อนคันเร่งหรือเหยียบเบรกจนรถหยุดนิ่งโดยไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด ควบคุมแรงกดคันเร่งให้เรียบเนียนสม่ำเสมอเพื่อรักษาแรงดันไอเสีย ให้ดันน้ำออกจากท่อไอเสียอยู่ตลอดเวลา

ข้อควรปฏิบัติทันทีหลังขับรถพ้นพื้นที่น้ำท่วม เพื่อความปลอดภัย

เมื่อสามารถขับรถลุยน้ำท่วมผ่านพ้นมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว อย่าเพิ่งรีบเร่งความเร็วหรือดับเครื่องยนต์ทันที ให้ปฏิบัติ ดังนี้

  1. เหยียบเบรกย้ำ ๆ เบา ๆ เพื่อไล่น้ำ : จานเบรกและผ้าเบรกที่เปียกน้ำจะสูญเสียแรงจับตัวและทำให้ระยะเบรกลากยาวขึ้น การเหยียบย้ำเบรกซ้ำ ๆ ขณะขับด้วยความเร็วต่ำจะสร้างความร้อนและช่วยไล่ความชื้นออกจากระบบเบรก (สำหรับเกียร์ธรรมดาควรเหยียบย้ำคลัตช์ด้วยเพื่อป้องกันคลัตช์ลื่น)
  2. อย่าเพิ่งดับเครื่องยนต์ทันที : จอดรถทิ้งไว้ในที่แห้งโดยเปิดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ชั่วคราว เพื่อให้ความร้อนจากเครื่องยนต์ช่วยไล่ความชื้นที่ตกค้างอยู่ในห้องเครื่องและท่อไอเสีย
  3. ตรวจสอบเศษขยะหน้าหม้อน้ำ : สังเกตบริเวณกระจังหน้า หากมีถุงพลาสติก หรือเศษใบไม้ติดค้างอยู่ ให้ดึงออกทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้หม้อน้ำระบายความร้อนไม่ได้

หากเครื่องยนต์ดับกลางน้ำท่วม ควรทำอย่างไร

หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน รถดับกลางพื้นที่น้ำท่วมขัง สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ห้ามพยายามบิดกุญแจหรือกดปุ่มสตาร์ทรถใหม่เด็ดขาด” เพราะการพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ขณะที่รถยังอยู่ในน้ำสูง จะทำให้น้ำถูกดูดเข้าสู่ท่อไอดีและกระบอกสูบ ส่งผลให้ก้านสูบหัก ลูกสูบแตก (Hydrolock) และระบบไฟฟ้าช็อตเสียหายรุนแรงยิ่งกว่าเดิม สิ่งที่ควรทำคือปลดเกียร์ว่าง (N) ปิดสวิตช์ไฟทั้งหมด ขอความช่วยเหลือในการเข็นรถเข้าจอดในที่แห้งข้างทาง และโทรเรียกบริการรถยกสไลด์เพื่อนำรถส่งเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมทันที

ข้อควรระวังเรื่องยางรถยนต์ เมื่อต้องขับลุยน้ำท่วมและถนนเปียก

ข้อควรระวังเรื่องยางรถยนต์เมื่อต้องขับลุยน้ำท่วม

นอกจากระบบเครื่องยนต์แล้ว ยางรถยนต์ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สุดชิ้นเดียวที่สัมผัสกับพื้นถนนที่เปียกลื่น การขับรถลุยน้ำท่วม หรือขับขี่บนถนนที่มีน้ำขังจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการล้อเหินน้ำ ซึ่งเกิดจากดอกยางไม่สามารถรีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสได้ทัน ทำให้รถสูญเสียการยึดเกาะและสไลด์ไปตามกระแสน้ำ

การเตรียมความพร้อมและการเลือกยางรถยนต์คุณภาพสูงจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

  • เช็กความลึกดอกยาง : ยางที่มีดอกยางตื้นกว่า 1.6 มม. จะสูญเสียประสิทธิภาพการรีดน้ำอย่างรุนแรง เพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุบนถนนเปียก
  • ตรวจสอบรอยรั่วซึมและสิ่งแปลกปลอม : หลังการขับรถลุยน้ำท่วม ควรเช็กร่องดอกยางว่ามีเศษขยะ ก้อนหิน หรือตะปูแหลมคมที่ลอยมากับกระแสน้ำท่วมปักสะสมอยู่หรือไม่
  • เลือกลายดอกยางที่รีดน้ำได้ดีเยี่ยม : เพื่อให้มั่นใจในทุกการเดินทางช่วงหน้าฝน การขยับมาใช้ยางเกรดพรีเมียมอย่าง PIRELLI ที่ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีร่องรีดน้ำขนาดใหญ่และสูตรคอมพาวด์เนื้อยางพิเศษ ยึดเกาะถนนเปียกได้อย่างดีเยี่ยม รีดน้ำได้เร็ว จึงช่วยลดอาการล้อเหินน้ำ และมอบระยะเบรกที่สั้นกระชับ ปลอดภัยยิ่งกว่า

หากตรวจเช็กแล้วพบว่ายางรถยนต์ของคุณเริ่มเสื่อมสภาพ ดอกยางตื้น หรือผ่านการแช่น้ำขังมาเป็นเวลานาน ค้นหาตัวแทนจำหน่าย เพื่อเข้ารับการบริการและเปลี่ยนยางได้อย่างสะดวกสบายทันที

PIRELLI ยางรถยนต์คุณภาพมาตรฐานระดับโลกที่อยู่คู่ท้องถนนมานานกว่า 154 ปี มาพร้อมกับการรับประกันพิเศษ บาด บวม แตก เคลมฟรี 1 ปี หรือ 25,000 กม. (เมื่อซื้อยางครบ 4 เส้น ทุกรุ่น ทุกขนาด และลงทะเบียนภายใน 14 วัน) สนใจสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ Shopee, Lazada และ TikTok Shop

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการขับรถลุยน้ำ

ขับรถลุยน้ำท่วมขัง ควรใช้ความเร็วเท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย

ควรขับด้วยความเร็วต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ประมาณ 10–15 กม./ชม.) โดยใช้เกียร์ต่ำ และเลี้ยงคันเร่งให้เรียบเนียนสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคลื่นน้ำซัดเข้าห้องเครื่องยนต์หรือย้อนเข้าท่อไอเสีย

หากจำเป็นต้องขับรถลุยน้ำท่วม ระดับน้ำสูงแค่ไหนที่ไม่ควรฝืนขับไปต่อ

สำหรับรถเก๋งทั่วไป ระดับน้ำที่ไม่ควรฝืนไปต่อคือเกิน 30 เซนติเมตร (เกินครึ่งล้อ) ขึ้นไป แต่หากเห็นระดับน้ำสูงถึงขอบประตูหรือไฟหน้ารถ ถือว่าอันตรายสำหรับรถทุกประเภท ห้ามฝืนขับเด็ดขาดเพราะน้ำจะถูกดูดเข้าห้องเครื่องยนต์ทันที

ทำไมต้องปิดแอร์ทันทีเมื่อต้องขับรถลุยน้ำท่วม

เพราะการเปิดแอร์จะทำให้พัดลมระบายความร้อนหมุนและพัดเอาละอองน้ำ เศษขยะ หรือสิ่งสกปรกใต้น้ำเข้าสู่ห้องเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เครื่องยนต์ดับหรือระบบไฟฟ้าลัดวงจรได้

บทความจาก Pirelli

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า