Pirelli Thailand by ATV เช็คราคายานยนต์ ออนไลน์

หลายคนให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอย่างสม่ำเสมอ แต่อาจมองข้ามน้ำมันเกียร์ ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของระบบส่งกำลังในรถยนต์ ของเหลวชนิดนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่หล่อลื่นชิ้นส่วนภายในเท่านั้น แต่ยังเป็นเกราะป้องกันชิ้นส่วนกลไกที่มีราคาสูง วันนี้ พิเรลลี่จะพามารู้จักว่าน้ำมันเกียร์คืออะไร และสาเหตุอะไรจึงต้องเปลี่ยนถ่ายตามระยะทางที่กำหนด

น้ำมันเกียร์ คืออะไร

น้ำมันเกียร์ คือ ของเหลวหล่อลื่น (Lubricant) ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อทำหน้าที่หล่อลื่นและปกป้องชุดเกียร์โดยเฉพาะ เนื่องจากระบบเกียร์เป็นจุดที่มีชิ้นส่วนโลหะขบกันและเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงอยู่ตลอดเวลาขณะขับขี่ หากไม่มีน้ำมันเกียร์เข้าไปทำหน้าที่ลดการสัมผัสกันโดยตรง ชิ้นส่วนโลหะภายในจะเกิดแรงเสียดทาน เกิดความร้อนสะสมรุนแรง และสึกหรอจนเกียร์พังเสียหายในที่สุด

ทำไมน้ำมันเกียร์ถึงสำคัญต่อระบบส่งกำลังรถยนต์

ระบบส่งกำลังหรือชุดเกียร์เป็นระบบที่มีความละเอียดอ่อนและมีค่าซ่อมแซมสูงมาก การทำงานของน้ำมันเกียร์ จึงมีความสำคัญต่อรถยนต์หลายอย่าง ได้แก่

  • ลดแรงเสียดทานและการสึกหรอ : เคลือบชิ้นส่วนโลหะ เช่น เฟืองเกียร์ ลูกปืน และชุดซีลยาง เพื่อป้องกันการเสียดสีกันโดยตรง
  • ระบายความร้อน : ช่วยถ่ายเทความร้อนที่เกิดจากการหมุนขบกันของเฟืองเกียร์ ออกมาระบายผ่านคูลเลอร์ ป้องกันภาวะเกียร์ร้อนจัด (Overheating)
  • เป็นตัวกลางในการส่งกำลัง : ในระบบเกียร์อัตโนมัติ น้ำมันเกียร์ทำหน้าที่เป็นของเหลวไฮดรอลิกส่งแรงดันไปควบคุมการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์
  • ชะล้างสิ่งสกปรก : ช่วยชะล้างเศษละอองโลหะจากการสึกหรอตามธรรมชาติ ป้องกันไม่ให้เศษขี้เลื่อยโลหะไปอุดตันตามวาล์วบอดี้

น้ำมันเกียร์ มีกี่ประเภท

น้ำมันเกียร์ มีกี่ประเภท

การเลือกเกรดและประเภทของน้ำมันเกียร์ ให้ถูกต้องตามระบบส่งกำลังของรถยนต์ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะหากใช้ผิดประเภทอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อชุดเกียร์ได้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้

1. น้ำมันเกียร์ออโต้ (ATF)

Automatic Transmission Fluid (ATF) ถูกออกแบบสำหรับเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์กคอนเวอร์เตอร์ มีความหนืดต่ำ ทนความร้อนสูง ทำหน้าที่เป็นทั้งน้ำมันหล่อลื่น และของเหลวไฮดรอลิกในการสร้างแรงดันเปลี่ยนเกียร์

2. น้ำมันเกียร์ธรรมดา (MTF)

Manual Transmission Fluid (MTF) มีความหนืดสูงกว่าเพื่อรองรับแรงกดและแรงเฉือนมหาศาลจากการสับเฟืองเกียร์ ช่วยให้การเข้าเกียร์ธรรมดานุ่มนวลและป้องกันฟันเฟืองสึกหรอ

3. น้ำมันเกียร์ CVT

Continuously Variable Transmission Fluid (CVTF) เป็นน้ำมันเกียร์สูตรเฉพาะสำหรับระบบเกียร์ CVT ที่ใช้สายพานโลหะและพูลเลย์ มีสารป้องกันการลื่นไถล (Anti-shudder) เพื่อให้การส่งกำลังต่อเนื่องและไม่กระตุก

น้ำมันเกียร์ออโต้กับเกียร์ธรรมดาแตกต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างหลักของน้ำมันเกียร์ทั้งสองระบบอยู่ที่ความหนืดและฟังก์ชันการใช้งาน ซึ่งมีความแตกต่างกันหลัก ๆ ดังนี้

  • น้ำมันเกียร์ออโต้ : มีความหนืดต่ำ ไหลลื่นได้ดี เพื่อให้สามารถแทรกซึมผ่านวาล์วขนาดเล็ก และทำหน้าที่เป็นของเหลวไฮดรอลิกส่งผ่านแรงดันได้ดี
  • น้ำมันเกียร์ธรรมดา : มีความหนืดสูง มีสารรับแรงกดสูงเพื่อปกป้องฟันเฟืองที่ต้องรับแรงบิดและแรงปะทะโดยตรงจากการเปลี่ยนเกียร์ด้วยมือ

น้ำมันเกียร์ควรเปลี่ยนตอนไหน และควรเช็กระยะกี่กิโลเมตร

น้ำมันเกียร์ควรเปลี่ยนตอนไหน

โดยทั่วไปผู้ผลิตแนะนำให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ทุก 40,000 – 100,000 กิโลเมตร หรือทุก 2 – 3 ปี แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน อย่างไรก็ตาม หากเป็นการใช้งานในสภาพการจราจรติดขัด มีการหยุดและออกตัวบ่อยครั้ง หรือใช้งานลากจูง ความร้อนจะทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพเร็วขึ้น จึงควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ทุก 30,000 – 40,000 กิโลเมตร เพื่อการปกป้อง

6 สัญญาณเตือนจากรถยนต์ ที่บอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนน้ำมันเกียร์

หากรถยนต์ของคุณเริ่มส่งสัญญาณเตือนเหล่านี้ แสดงว่าน้ำมันเกียร์เริ่มเสื่อมสภาพแล้ว

  1. เข้าเกียร์ยากหรือมีอาการกระตุก สับเกียร์ D หรือ R แล้วรถมีอาการกระชาก หน่วง หรือสะดุด
  2. รอบเครื่องพุ่งสูงแต่รถไม่วิ่ง (เกียร์ลื่น) เหยียบคันเร่งแล้วรอบเครื่องยนต์สูงขึ้น แต่ความเร็วรถไม่เพิ่มขึ้นตาม
  3. มีเสียงดังผิดปกติจากห้องเกียร์ ได้ยินเสียงหอนหรือเสียงครูดขณะขับขี่
  4. น้ำมันเกียร์มีกลิ่นไหม้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าความร้อนในระบบเกียร์สูงเกินไปจนน้ำมันเสื่อมสภาพ
  5. สีของน้ำมันเกียร์เปลี่ยนไป จากสีแดงสดหรือสีใส กลายเป็นสีคล้ำ น้ำตาล หรือดำสนิท
  6. มีคราบน้ำมันรั่วซึมใต้ท้องรถ ระดับน้ำมันเกียร์ลดลงจนไม่พอต่อการหล่อลื่นและสร้างแรงดัน

วิธีเช็กสีน้ำมันเกียร์ด้วยตัวเอง ประเมินสภาพก่อนสายเกินไป

การตรวจเช็กสภาพน้ำมันเกียร์ สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ (สำหรับรุ่นที่มีก้านวัด) ออกมาหยดลงบนกระดาษทิชชู่ขาว แล้วสังเกตสี ดังนี้

  1. สีแดงใส / สีชมพูใส : น้ำมันเกียร์สภาพดีเยี่ยมพร้อมใช้งาน
  2. สีน้ำตาลอ่อน : เริ่มเสื่อมสภาพ ควรเตรียมวางแผนเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์
  3. สีดำ / น้ำตาลเข้ม / มีกลิ่นไหม้ : น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพวิกฤต ต้องรีบเปลี่ยนถ่ายทันที
  4. สีขาวขุ่นคล้ายนมเย็น: มีน้ำรั่วซึมเข้าไปผสมในน้ำมันเกียร์ ห้ามขับขี่เด็ดขาด ต้องยกรถเข้าศูนย์บริการทันที

ผลเสียร้ายแรงจากการไม่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะที่กำหนด

ผลเสียร้ายแรงจากการไม่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะ

การละเลยไม่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ จะทำให้สารเพิ่มคุณภาพระเหยและเสื่อมสภาพ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการหล่อลื่นและระบายความร้อนลดลง ชิ้นส่วนโลหะเกิดการเสียดสีจนเกิดเศษขี้เลื่อยโลหะสะสม เศษโลหะเหล่านี้จะไปอุดตันตามสมองกลเกียร์และซีลยางต่าง ๆ จนแข็งกรอบ รั่วซึม และในที่สุดชุดเกียร์จะพังเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ ต้องจ่ายค่าเปลี่ยนเกียร์ใหม่ยกสไลด์หลักแสนบาท

เปลี่ยนน้ำมันเกียร์แล้ว อย่าลืมเปลี่ยนยางคุณภาพจาก PIRELLI Thailand

นอกเหนือจากการดูแลระบบส่งกำลังด้วยการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะแล้ว อีกหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือยางรถยนต์ เพราะยางเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเกาะตัวรถไว้กับพื้นถนน การเลือกร่วมทางไปกับยางระดับพรีเมียมอย่าง PIRELLI แบรนด์ยางรถยนต์ชั้นนำระดับโลกจากอิตาลี ที่มีซีรีส์ให้เลือกใช้งานหลากหลายทั้งรถซีดาน รถกระบะ รถ SUV และรถ PPV อย่างตอบโจทย์

PIRELLI ยางรถยนต์คุณภาพมาตรฐานระดับโลกที่อยู่คู่ท้องถนนมานานกว่า 154 ปี มาพร้อมกับการรับประกันพิเศษ บาด บวม แตก เคลมฟรี 1 ปี หรือ 25,000 กม. (เมื่อซื้อยางครบ 4 เส้น ทุกรุ่น ทุกขนาด และลงทะเบียนภายใน 14 วัน) สนใจสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ Shopee, Lazada และ TikTok Shop

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับน้ำมันเกียร์

น้ำมันเกียร์รถยนต์ สามารถใช้น้ำมันเกียร์ต่างยี่ห้อผสมกันได้ไหม

ไม่แนะนำเด็ดขาด เนื่องจากน้ำมันเกียร์แต่ละยี่ห้อและแต่ละรุ่นมีส่วนผสมของสารเพิ่มคุณภาพ (Additives) และค่าความหนืดที่แตกต่างกัน การนำมาผสมกันอาจทำให้สารเคมีทำปฏิกิริยากันจนประสิทธิภาพลดลง และส่งผลเสียต่อชุดเกียร์ได้

หากน้ำมันเกียร์ขาดหรือรั่วซึม จะส่งผลอย่างไรต่อระบบขับขี่

จะทำให้แรงดันไฮดรอลิกในระบบเกียร์ตก ส่งผลให้เกียร์กระตุก เข้าเกียร์ยาก ออกตัวช้า เกิดความร้อนสะสมสูง และชิ้นส่วนภายในเกิดการสึกหรออย่างรวดเร็ว จนเกียร์อาจไหม้หรือพังเสียหายได้

การฟลัชชิ่งน้ำมันเกียร์ แตกต่างจากการเปลี่ยนถ่ายแบบปกติอย่างไร

การเปลี่ยนถ่ายปกติเป็นการเปิดรูถ่ายน้ำมันเดิมออก ซึ่งจะได้น้ำมันใหม่ออกมาเพียง 30–50% ของระบบ ส่วนการฟลัชชิ่งคือการใช้เครื่องไล่น้ำมันเกียร์เก่าที่ค้างอยู่ในทอร์คคอนเวอร์เตอร์และสมองกลออกยกระบบ แล้วแทนที่ด้วยน้ำมันใหม่ 100%

บทความจาก Pirelli

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า